ฟังทางนี้ ธุรกิจส่งออกเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับ CBAM

ถ้าคุณเป็นผู้ส่งออกไทยที่ขายสินค้าไปยุโรป โดยเฉพาะสินค้าอย่างเหล็ก อลูมิเนียม ปูนซีเมนต์ หรือปุ๋ย มีเรื่องหนึ่งที่อยากให้รู้ไว้ตั้งแต่ตอนนี้ครับ
ตั้งแต่ต้นปี 2569 เป็นต้นมา กฎใหม่ของสหภาพยุโรปที่ชื่อว่า CBAM เริ่มมีผลบังคับใช้จริงแล้ว และมันกระทบกับสินค้าที่ส่งออกไปยุโรปโดยตรง
สำหรับหลายธุรกิจ เรื่องนี้อาจดูเหมือนเป็นกฎไกลตัว แต่ในความเป็นจริงมันกำลังเปลี่ยนต้นทุนการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยอย่างชัดเจน
CBAM คืออะไรกันแน่?
CBAM ย่อมาจาก Carbon Border Adjustment Mechanism เป็นมาตรการที่สหภาพยุโรปใช้เพื่อทำให้การแข่งขันระหว่างสินค้าที่ผลิตในยุโรปกับสินค้านำเข้ายุติธรรมมากขึ้น
ลองนึกภาพแบบง่ายๆ ครับ โรงงานในยุโรปจำนวนมากต้องจ่าย "ต้นทุนคาร์บอน" จากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตัวเองอยู่แล้ว ถ้าสินค้านำเข้าจากต่างประเทศไม่ต้องรับต้นทุนแบบเดียวกัน ก็เท่ากับว่าโรงงานยุโรปเสียเปรียบ
CBAM จึงเข้ามาอุดช่องว่างนี้ โดยกำหนดให้ผู้นำเข้าในยุโรปต้องซื้อ ใบรับรองคาร์บอน สำหรับสินค้าที่อยู่ในขอบเขตของมาตรการ ซึ่งปัจจุบันราคาที่ถูกพูดถึงกันอยู่ในระดับประมาณ €70-90 ต่อตัน CO2
แม้ผู้ที่ต้องซื้อใบรับรองจะเป็น "ผู้นำเข้าในยุโรป" แต่ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้นครับ เพราะผู้นำเข้าจะต้องขอข้อมูลการปล่อยก๊าซจากผู้ผลิตอย่างเรา และต้นทุนที่เพิ่มขึ้นก็มักสะท้อนกลับมาที่ความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยโดยตรง
ไทม์ไลน์ที่ผู้ส่งออกควรรู้
- ปี 2569: เริ่มบังคับใช้จริง ต้องมีการรายงานข้อมูลและเริ่มเข้าสู่ระบบการซื้อใบรับรองเป็นรายปี
- กุมภาพันธ์ 2570: เริ่มขายใบรับรองสำหรับสินค้าที่ส่งเข้ายุโรปในปี 2569
- กันยายน 2570: ถึงกำหนดส่งรายงานรอบแรก
- ปี 2577: เข้าสู่การบังคับใช้เต็มรูปแบบ ครอบคลุม 100% ของการปล่อยก๊าซ จากปัจจุบันที่ยังเริ่มต้นเพียงบางส่วน
พูดให้สั้นที่สุดคือ ช่วงเวลาสำหรับ "รอให้ชัดก่อน" แทบไม่มีแล้วครับ เพราะเมื่อถึงวันที่ลูกค้าในยุโรปต้องยื่นข้อมูลจริง เขาจะเริ่มย้อนกลับมาหาข้อมูลจากโรงงานผู้ผลิตทันที
แล้วกระทบไทยแค่ไหน?
มีการประเมินว่าผลกระทบจาก CBAM ต่อไทยอาจอยู่ที่ประมาณ 2.8 หมื่นล้านบาท หรือราว 3.8% ของมูลค่าการส่งออกไทยไปยุโรป
ภาพรวมรายภาคที่น่าจับตาเป็นประมาณนี้
| ภาคส่วน | ส่งออกไปยุโรป (2024) | ผลกระทบ |
|---|---|---|
| เหล็กและเหล็กกล้า | 95.1 ล้านดอลลาร์ | สูงมาก ต้นทุนอาจเพิ่มขึ้นประมาณ 1,300-1,500 บาทต่อตัน |
| อลูมิเนียม | 56.7 ล้านดอลลาร์ | ปานกลาง |
| ปูนซีเมนต์/ปุ๋ย | น้อยมาก | ต่ำ |
นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มว่าในอนาคต CBAM อาจขยายขอบเขตไปยังสินค้าอื่นเพิ่มเติม เช่น พลาสติก เคมีภัณฑ์ และแก้วด้วย
ดังนั้นแม้วันนี้ธุรกิจของคุณอาจยังไม่โดนเต็มๆ ก็ไม่ได้แปลว่าจะปลอดภัยในระยะยาว
สิ่งที่ธุรกิจต้องเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้
ถ้าจะสรุปแบบใช้งานได้จริง ผู้ส่งออกควรเริ่มจาก 4 เรื่องหลัก
-
วัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสินค้าให้ได้จริง
ต้องเก็บทั้งการปล่อยโดยตรงจากกระบวนการผลิต และการปล่อยทางอ้อมจากไฟฟ้าที่ใช้ โดยอย่างน้อย 80% ของข้อมูลควรเป็นข้อมูลจริง ไม่ใช่ค่าประมาณ -
ส่งข้อมูลให้ผู้นำเข้าในยุโรป
ผู้นำเข้าจะต้องนำข้อมูลจากฝั่งผู้ผลิตไปใช้ประกอบการรายงาน CBAM ถ้าเราไม่มีข้อมูล เขาก็ทำงานต่อได้ยาก -
เตรียมข้อมูลให้พร้อมสำหรับการตรวจสอบ
ข้อมูลจริงที่จะใช้ในระบบควรผ่านผู้ตรวจสอบที่ได้รับการยอมรับ เพื่อให้ลูกค้าและผู้นำเข้ามั่นใจว่านำไปใช้ได้ -
เตรียมพร้อมสำหรับการลงทะเบียนใน EU CBAM Registry
ในทางปฏิบัติ ผู้ประกอบการควรรู้ล่วงหน้าว่าข้อมูลอะไรบ้างที่ต้องส่ง และโรงงานของตัวเองต้องเตรียมเอกสารส่วนไหนไว้ล่วงหน้า
ถ้าไม่ส่งข้อมูลการปล่อยจริง ผู้นำเข้าจะต้องใช้ค่า default แทน ซึ่งโดยทั่วไปมักสูงกว่าความเป็นจริง นั่นแปลว่าต้นทุนจะยิ่งแพงขึ้น และสินค้าของเราก็ยิ่งเสียเปรียบในการแข่งขัน
เช็กลิสต์ก่อนเริ่ม
ก่อนจะไปถึงขั้นรายงานแบบเต็มระบบ ลองไล่เช็กเรื่องพื้นฐานเหล่านี้ก่อนครับ
- ตรวจสอบว่าสินค้าของคุณอยู่ในขอบเขต CBAM หรือไม่ โดยดูจากรหัส EU CN
- คุยกับลูกค้าและผู้นำเข้าในยุโรปว่าพวกเขาต้องการข้อมูลอะไร และต้องการในรูปแบบไหน
- วางระบบ MRV ให้พร้อมตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อให้การวัด การรายงาน และการทวนสอบทำได้ต่อเนื่อง
- เริ่มจัดเก็บข้อมูลการใช้พลังงาน วัตถุดิบ และข้อมูลการผลิตในระดับโรงงานแบบเป็นระบบ
- ศึกษาแนวทางลดคาร์บอนที่เหมาะกับธุรกิจของตัวเอง เช่น การใช้พลังงานหมุนเวียน หรือการปรับเทคโนโลยีการผลิต
- หากต้องการทำฉลากหรือการรับรองในไทย ควรเริ่มทำความเข้าใจขั้นตอนของ CFP และการทวนสอบกับ อบก.
ถ้ายังไม่แน่ใจว่าการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ต้องเริ่มอย่างไร สามารถอ่านต่อได้ที่ จะคำนวณ Carbon Footprint of Product ต้องทำยังไงบ้าง?
และถ้ายังสับสนว่าธุรกิจของตัวเองควรเริ่มจากระดับองค์กรหรือระดับสินค้า สามารถอ่านต่อได้ที่ อะไรคือความแตกต่างระหว่าง CFO และ CFP?
มองอีกมุม CBAM ก็เป็นโอกาสได้เหมือนกัน
แม้ CBAM จะเพิ่มต้นทุนและเพิ่มงานด้านข้อมูล แต่ก็ไม่ได้มีแต่ด้านลบครับ
ในช่วง มกราคม-ตุลาคม 2568 การส่งออกเหล็กไทยไปยุโรปเพิ่มขึ้น 250% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่วนหนึ่งเพราะผู้ซื้อในยุโรปเริ่มมองหาซัพพลายเออร์ที่มีคาร์บอนต่ำกว่าหรือพร้อมเปิดเผยข้อมูลได้มากกว่าเดิม
แปลว่าในตลาดที่กฎกำลังเข้มขึ้น ผู้ประกอบการที่วัดคาร์บอนได้เร็วกว่า มีข้อมูลพร้อมกว่า และสื่อสารกับลูกค้าได้ชัดกว่า อาจเปลี่ยนจาก "คนที่ต้องปรับตัว" ไปเป็น "คนที่ได้เปรียบ" แทน
โบนัส: กฎหมายไทยอาจช่วยลดภาระได้
อีกประเด็นที่น่าติดตามคือ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทยที่ได้รับความเห็นชอบในช่วงเดือนธันวาคม 2568 ซึ่งมีแนวคิดเรื่อง ภาษีคาร์บอน และ ระบบซื้อขายสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก
หากกลไกเหล่านี้พัฒนาไปตามทิศทางที่คาดไว้ ราคาคาร์บอนที่จ่ายในไทยอาจถูกนำไปใช้หักลดภาระบางส่วนใน CBAM ของยุโรปได้ นั่นหมายความว่า การเตรียมตัวในไทยอาจไม่ได้ช่วยแค่เรื่อง compliance แต่ช่วยลดต้นทุนจริงในอนาคตด้วย
สรุป
CBAM ไม่ใช่เรื่องของอนาคตไกลๆ อีกต่อไป แต่เป็นเรื่องที่เริ่มกระทบผู้ส่งออกไทยแล้ว โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูงหรือมีการปล่อยคาร์บอนเข้มข้น
สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้ไม่ใช่การพยายามหลีกเลี่ยง แต่คือการเริ่มวัด เริ่มเก็บข้อมูล และเริ่มคุยกับลูกค้าในยุโรปให้เร็วที่สุด เพราะคนที่มีข้อมูลจริงก่อน มักมีทางเลือกมากกว่าคนที่เริ่มช้ากว่าเสมอ
ถ้าต้องการเริ่มวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของสินค้าและเตรียมข้อมูลให้พร้อมสำหรับความต้องการของตลาดยุโรป สามารถพูดคุยกับ picarbon ได้ที่ https://picarbon.co.th/th/book
ข้อมูลจาก: ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และคณะกรรมาธิการยุโรป (อ้างอิงตามข้อมูลที่ใช้สื่อสาร ณ กุมภาพันธ์ 2569)